ไม่ทราบว่ามีใครรู้จักกับ"หมอเขียว"บ้างรึป่าวคะ...แต่ถ้าถามคนส่วนใหญ่ที่รักสุขภาพ จะต้องรู้จักหมอเขียวเป็นอย่างดีเลยทีเดียว ตัวเจ้าของ Blog ก็อยากรู้จักค่ะ เพราะศึกษาข้อมูลของหมอเขียวอยู่นานเลยทีเดียวแต่ยังไม่มีโอกาสที่จะไปเจอคุณหมอตัวจริงเลย ลองมาอ่านข้อมูลของหมอเขียว และกิจกรรมดีๆของคุณหมอกันดีกว่านะคะ ว่างๆ เผื่อเราจะได้ไปกัน^^

กิจกรรมตลอดวันในค่ายสุขภาพนั้น หมอเขียว ให้ทุกคนทำด้วยความสมัครใจ ไม่บังคับ ให้ทำอย่างสบายๆ ไม่ฝืน เป็นการ “ทำความสบายให้แก่ตนเอง” ใครที่ป่วยมากทำกิจกรรมไหนไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ไม่ว่ากัน

เริ่มกันแต่เช้ามืดราวตีสี่ครึ่งที่ทุกคนพร้อมกันที่ศาลาใหญ่เพื่อสวดมนต์และทำสมาธิ (หากนับถือศาสนาอื่นเขาขอให้ทำตามศาสนาของตน)แล้วพากันไปออกกำลังกายเดินเร็วให้ได้เหงื่อ ถ้าจะให้ดีก็ต้องให้เท้าได้สัมผัสดิน

จากนั้นกลับมาที่ศาลาใหญ่ทำโยคะจัดโครงสร้างร่างกายและกดจุดลมปราณราวหนึ่งชั่วโมง(ดีมากไม่เหนื่อยเกินไป)ก่อนจะรับประทานอาหารเช้า อาหารที่นี่ทุกวัน ทุกมื้อ เป็นอาหารมังสวิรัติค่ะ

ศาลาใหญ่ ปลายสุดด้านหลังผู้เข้าค่ายเป็นร้านค้าของสุขภาพ และ อีกปลายสุดคือหลังโต๊ะบรรยายเป็นโรงครัวเปิดโล่ง

หลังอาหารเช้าหมอเขียว และ หมอหนา  ก็จะผลัดกันในแต่ละวันบรรยายอธิบายให้ความรู้การดูแลสุขภาพในหัวข้อต่างๆที่น่าสนใจมากเพราะมีทั้งหลักการและตัวอย่างกรณีศึกษา ฟังกันแบบสบายๆจะนั่งฟัง นอนฟัง หรือฟังไปรับประทานอาหารเช้าไป(หากใครช้า)ก็ได้

บน : หมอเขียว- ใจเพชร กล้าจน    ล่างซ้าย : หมอหนา-ปางธารไพร ชำกรม

 

ล่างขวา : อาจารย์โสภา

ช่วงหลังบรรยายราวแปดโมงครึ่งจะมีการแบ่งงานให้อาสาร่วมกันบำเพ็ญบุญด้วยการลงแปลงเกษตร เก็บผัก ล้างผัก จัดผัก ช่วยงานปรุงอาหาร ทำน้ำคลอโรฟิลล์ และกวาดถูศาลา ใครถนัดอะไรก็เข้ากลุ่มนั้น แต่ละวันจะเปลี่ยนกลุ่มไปก็ได้

              อาหารกลางวันที่นี่จะเริ่มเร็วใกล้ๆสิบเอ็ดโมง เป็นมื้อใหญ่ที่สุดของวัน มีผลไม้ มะละกอสับปรุงเป็นสลัดกับผักสดหลากหลาย ข้าว กับข้าว ต้มถั่วเป็นของหวาน ไม่มีของที่รสจัด รสเผ็ดเลย

จากนั้นก็ให้ไปทำธุระส่วนตัวในการดูแลสุขภาพตนเองของแต่ละคน เช่นทำกัวซา ดีท็อกซ์ นอนพัก บ่ายโมงจึงจะกลับมาพบกัน

ช่วงบ่ายก็จะเป็นการฟังบรรยายและพักเป็นระยะๆ การบรรยายดีมากไม่น่าเบื่อเลย

 

อาหารเย็นจะเริ่มราวห้าโมง เป็นข้าวต้มกับผักที่ข้าวกับผักนั้นไม่เละจึงดูน่ารับประทานดี หลังอาหารเย็นบางวันมีการแช่สมุนไพรมือ-แช่เท้า

มุมมองใหม่ ความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้จากค่ายสุขภาพวิถีพุทธนี้ก็คือ

·         ตระหนักมากขึ้นถึงคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสไว้ว่า “อาหารเป็นที่หนึ่งในโลก” อันหมายถึงอาหารที่สมดุลก็จะได้สุขภาพดีที่หนึ่ง

 

·         โลกที่เปลี่ยนไปนี้เป็นโลกที่ร้อนขึ้น มีมลพิษต่างๆมากขึ้น วิถีชีวิตมีความเครียดอารมณ์เป็นพิษมากขึ้น การบำบัด รักษาโรคแนวธรรมชาติจำต้องเปลี่ยนไปตามบริบทใหม่ พืช ผัก สมุนไพรที่จะนำมาใช้จึงต้องเปลี่ยนไป จะไปยึดอย่างตำราเดิมเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วไม่ได้เพราะสมัยนั้นโลกเย็น มลพิษก็ไม่มาก คนก็ไม่เคร่งเครียดนัก

 

 

·         ต้องเข้าใจการเลือก อาหารฤทธิ์ร้อน และอาหารฤทธิ์เย็น สร้างสมดุลให้ร่างกาย คนยุคปัจจุบัน 80% ป่วยเพราะภาวะร่างกายร้อนเกินไป

 

ที่จริงเรื่องอาหารฤทธิ์ร้อน ฤทธิ์เย็นนี้มีมาช้านานทั้งในแพทย์แผนจีน และ การแพทย์อินเดีย หรือ อายุรเวท

 

หมอเขียวยกคำตรัสของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก เล่มที่ 11 ข้อที่ 293 กล่าวถึงความเพียร 5 อย่าง หนึ่งในนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า “เป็นผู้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย ประกอบด้วยเตโชธาตุ (ความร้อนในร่างกาย) อันมีวิบาก (ผล) เสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลางๆ ควรแก่ความเพียร” หมายถึงพระพุทธเจ้าพบว่า การปรับสมดุลร้อน-เย็น จะทำให้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อย ส่งผลให้มีสภาพร่างกายพร้อมที่จะประกอบความเพียร ซึ่งก็คือร่างกายที่แข็งแรงนั่นเอง

 

มีคนบอกว่าหมอเขียวถือได้ว่าเป็นผู้นำในการนำหลักการของศาสตร์อาหารฤทธิ์ร้อน-เย็นมาใช้ผสมผสานกับการแพทย์ทางเลือก

 

·          การรับประทานอาหารในมื้อหนึ่งต้องมีลำดับ คือ เริ่มด้วยการดื่มน้ำคลอโรฟิลล์ ต่อด้วย  ผลไม้ฤทธิ์เย็น ผักสดฤทธิ์เย็น จึงค่อยถึงคิวข้าวพร้อมกับข้าวซึ่งมีฤทธิ์ร้อนกว่า แล้วปิดท้ายด้วย ต้มถั่วหรือธัญพืชฤทธิ์เย็นที่เติมเกลือหรือน้ำตาลได้เล็กน้อย และหากมีน้ำซุปก็ใช้น้ำซุปแกงจืดล้างคอแทนน้ำเปล่า

 

·         สุขภาพดีวิถีพุทธ นั้น เป็นการควบคุมป้องกันโรค บำบัดบรรเทาโรค ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพที่ประหยัดเรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว พึ่งตนเองได้ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่หาง่าย ใกล้ตัวเป็นหลัก อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ ทุกคนต้องฟัง คิด ไตร่ตรอง ทดลองปฏิบัติด้วยตนเองอย่างใช้ปัญญา ใช้หลัก “กาลามสูตร” และปฏิบัติอย่าง “เป็นผู้ทำความสบายให้แก่ตนเอง” ไม่เคร่งเครียด คาดคั้น

 

ทำแล้วต้องมี “พลังชีวิต” รู้สึกดี รู้สึกสดชื่นเป็นสิ่งสำคัญ

 

·         ใบย่านาง นั้นเป็นนางเอกในค่ายสุขภาพนี้ จัดเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์เลยทีเดียว ไม่นึกว่าจะมีคุณวิเศษขนาดนี้

 

**ขอขอบพระคุณ ข้อมูลดีๆ จาก คุณนายดอกเตอร์ ค่ะ

 

มารู้จักหมอเขียวให้มากกว่านี้ คลิ๊ก

 

ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่

งานแพทย์วิถีพุทธ กลุ่มเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลอำนาจเจริญ และ

ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ

114   หมู่ 11 ต.ดอนตาล อ.ดอนตาล จ. มุกดาหาร

สมัครเข้าค่ายสุขภาพฯ ได้ที่ โทรศัพท์ 045 511941-9   ต่อ 1221